วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ค้นหาจนเจอ

นั่งๆๆนอนๆๆ หาข้อมูลอยู่หลายวัน เรื่องการไปworkand holiday ih aus จนวันนี้ดวงดีจ้าว
ได้เวบบลอกอยู่หนึ่งที่บอกรายละเอียดที่ข้าเจ้าต้องการทั้งหมดได้ พอดี
ช่างโชคดีจิงๆๆๆ
นั่นก้อคือ


http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=l-gal&date=03-03-2008&group=2&gblog=1

ขอบคูณสำหรับข้อมูลเน้อเจ้า
ข้าน้อยจะเอาไว้เป็นข้อมูลในการดำเนินกานเจ้า
อีกอย่างต้องขอบคูณปี้กูเกิ้ลต้วยเด้อเจ้าที่เซาะเนื้อตี่ต้องการจนปะ
ฮิ้ว !!!!



เพิ่มเติมข้อมูลอีกหน่อย ได้แก่การขอวีซ่า
เวบนี้เยย

http://www.udom4edu.com/index.php?mo=5&qid=184558

อันนี้ก้อเปนประสบการณ์น่าอ่านเก็บไว้ถ้าเค้ายังไม่ลบกระทู้ไปสะก่อน จะได้รู้เตรียมตัวรับกับสถานการณ์ข้างหน้า เราอาจจะคล้ายเจ้าของกระทู้อยู่บ้างก้อได้
เพราะเปนคนที่อ่อนต่อโลกภายนอก

http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2009/05/H7897287/H7897287.html


ไม่รู้ว่าเวบนี้เคยเอามาลงบอรดอะยัง เนื้อหาประมาณโครงการเวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์
http://www.thaiwahclub.com/forum.html
เผื่ไว้ก่อนแล้วกาน จะได้ไม่ต้องไปหาอีก

หาๆๆๆจนเจออีกหนึ่งบลอกน่าสนจาย ว่างๆๆจะมาอ่าน ตอนนี้สตอกไว้ก่อนงิงิ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=blueskyflyalone&date=30-12-2008&group=12&gblog=16

ด้วยจายรักที่อยากจะไป แต่เงินทองไม่เพียงพอ งานนี้เลยต้องเงินไปก่อน คิคิ
เมื่อไหร่จะถูกหวยสักทีน้า เห้อ

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สายการบินจ้า

เมื่อใจอยากที่จะเดินทาง
งานนี้เลยค้นหาการเดินทางจากเมืองเหนือสู่แดนไกล
กำหนดการยังไม่เกิด แต่ตอนนี้ขอหาข้อมูลไปก่อน
ได้แก่
สิงคโปร์
สายการบินที่เดินทางก้อคือ
http://www.silkair.com/mbe/en_UK/
ประเทศนี้ถึงแม้จะเคยเดินทางบ้างแล้วก้อยังอยากจะเดินทางไปอีก
มานมีเสน่ห์ดึงดูดให้ฉานอยากเดินทางอีก
สำหรับหลายคนคงคิดว่ามานก้อแค่นี้เอง ไม่มีอะไรก้อตามที

กรีดๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอกรีดก่อน
คนทีอยากเที่ยวอยากฉานก้อมีทางเจอจนได้
ก้อเกาหลีไง
สายการบินที่ไปก้อนะ น่าจะพอรู้การ
โคเรียแอร์
http://www.koreanair.com/
ถ้าอยากทราบเวลาการเดินทางจิงๆๆก้อต้องเข้าเวบไซต์ข้างต้น
เพื่อเชคข้อมูลการเดินทางอีกทีนะจ่ะ
คร่าวๆๆก้อ จาก เชียงใหม่ถึงอินชอน(โซล) เวลา 1.40- 8.50น.
วันพุธหรือว่าวันเสาร์
ส่วนกลับมาไทยก้อวันอังคารหรือว่าวันศุกร์
จากอินซอน(โซล)ถึงเชียงใหม่ด้วยเวลา 21.00-00.30 น.
อ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆดีจายจัง
ตอนนี้เหลือแต่เงินแล้วเราความฝันก้อจะเปนจิง
ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางไปในเมืองหลวงแล้วเรา ย้อนไปย้อนมาเสียดายตังค์

งิงิ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไอเอลภาคสี่(การพูด)

Speaking
-ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แบ่งออกเป็นสามส่วน
- ส่วนแรก เป็นการสนทนาทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับครอบครัว การเรียน การทำงาน ฯลฯ (ประมาณ 5 นาที)
- ส่วนที่สอง จะมีหัวข้อมาให้... ให้เวลาเตรียมตัว 1 นาที และให้พูดตามหัวข้อนั้นประมาณ 2 นาที (ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดเกินจะถูกหักคะแนน... คนสัมภาษณ์จะบอกเองว่า พอก่อน) อย่าพยายามพูดน้อยกว่า 1 นาทีครึ่ง (อันนี้อาจถูกหักคะแนนได้)
- ส่วนสุดท้าย เป็นการพูดรายละเอียด เกี่ยวกับหัวข้อที่เราเพิ่งพูดจบไป เพื่อให้เราได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ
- คะแนนในส่วนนี้มาจาก Fluency, Grammatical, Pronunciation,Lexical resource

เคล็ดลับในส่วนนี้

- พยายามพูดกับตัวเอง หรือคนรอบข้างเป็นภาษาอังกฤษ (จะทำให้ระบบสมองคล่องขึ้น ไม่ต้องเสียเวลานึก)
- ลองพูดตาม topic ต่าง ๆ (หาตัวอย่างได้ตามเว็บไอเอลทั่วไป)แล้วเอาเรื่องของเราไปประยุกต์ดู
- เวลาสอบให้ทำตัวตามสบาย อย่าเกร็ง พูดให้เป็นธรรมชาติ (คิดซะว่าเม้าท์กับเพื่อนฝรั่ง ไม่ได้ไปสอบ)
- อย่าเกร็งเรื่องแกรมม่ามาก คะแนนสำคัญมาจากการสื่อสารที่รู้เรื่อง เข้าใจมากกว่า
- ถ้าฟังคำถามไม่เข้าใจ ให้ถามคนสัมภาษณ์เลย อย่าพยายามตอบทั้งที่ไม่รู้ว่าเค้าถามอะไร
- ถ้าฟังไม่ทันที่เขาพูด ขอให้เขาช่วยพูดช้าลงไปเลย อย่ากลัวว่าจะถูกหักคะแนน (ดีกว่าฟังไม่ทันตอบไม่ได้ไปเลย)

โดยรวม

- ตั้งใจอ่านคำสั่งให้ดีทุกพาร์ท
- เปิดดูให้หมดว่าพาร์ทไหนมีข้อสอบกี่ข้อ ต้องตอบกี่คำถามในส่วนนั้น ๆ
- ไปให้ก่อนเวลา จะได้ไม่เหนื่อย ไม่ตื่นเต้น- แบ่งเวลาในแต่ละส่วนให้ดี (โดยเฉพาะ reading and writing) อย่าเสียเวลากับใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ข้อไหนตอบไม่ได้ วงไว้ แล้วข้ามไปก่อนเลย
- พยายามเขียนให้จบท้งสองเรื่อง (มีส่วนต่อคะแนนอย่างมาก)
- ที่เหลือ... สู้ตาย

ปล.ส่วนหนึ่งแปลมาจาก 101 Helpful Hints for IELTS, เพิ่มเติมจากการเรียนกับอ.ที่เป็นคนสัมภาษณ์,และสุดท้ายจากประสบการณ์ตรงที่สอบถึงสามครั้ง กว่าจะได้ 6.5
บทความโดย คุณ Sanoww

จบ..........ขอบคุณอย่างสูง เพื่อคะแนนและการเรียนรู้

งานนี้ขอกอบปี้ข้อมูลมานะคะเกรงว่าจะเข้าใจไม่ถูกต้องอย่างต้นฉบับขอขอบคุณอย่างสูง ในเรื่องข้อมูลทั้งหมดและคำแนะนำ ที่เจ้าของบลอกจะขอเก็บไว้เพื่อไปทำตาม จากhttp://www.aussiethai.com/educationview.php?tid=338 โดยบทความจากคุณSanoww และคุณดอสเพื่อการพัฒนาของเด็กไม่รู้เรื่อง

ไอเอลภาคสาม(การเขียน)

Writing

- มีเวลาเขียนสองพาร์ทรวม 60 นาที
- ส่วนแรก 150 คำ(ต้องบังคับตัวเองให้ใช้เวลาส่วนนี้ 20 นาที) แล้วอีก 40 นาทีที่เหลือ กับ 250 คำของส่วนหลัง
- ส่วนแรกจะเป็นให้อธิบายกราฟ,ตาราง ฯลฯ ให้เขียนในรูปแบบรายงาน มีการเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง เขียนถึงตัวเลขที่มากที่สุด และน้อยที่สุด
เวลาเริ่มต้น ให้เขียนว่า เป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร ช่วงระหว่างปีอะไร มีแกน x,y ประกอบด้วยอะไรบ้าง และข้อมูลมาจากหน่วยงานไหน ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียด
ส่วนตอนสรุป ก็ให้เขียนว่าจุดเด่นที่แตกต่างของภาพคืออะไร ("อย่า"ใส่ความคิดคาดคะเนไปเองว่ากราฟอาจเป็น บลา บลา บลา ในอนาคต)... หรือ...
- อาจจะเป็นการอธิบายอธิบายการทำงานของวงจรอะไรซักอย่าง... ถ้าได้แบบนี้ ให้เขียนเรียงเป็น step 1,2,3... โดยขึ้นต้นว่า มันคือการทำงานของอะไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง ก่อนจะเริ่มบอกรายละเอียด
- สำหรับ task 2 จะเป็นการเขียนรายงานอย่างง่าย 250 คำ เนื้อหาจะเกี่ยวกับหัวข้อทั่ว ๆ ไป เช่น ระบบการศึกษา, สิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะเป็นการให้แสดงความคิดเห็น หรือเปรียบเทียบระหว่างสองข้อมูลที่โจทย์ให้ เช่น ระบบการเรียนที่รร. กับการเรียนทางไกล เป็นต้น
- ทั้งสองพาร์ทในส่วน writing จะต้องถูกเขียนแบบภาษาวิชาการ มีรูปแบบที่ถูกต้อง


เคล็ดลับในส่วนนี้
- ส่วนกราฟ... อย่าพยายามเขียนถึงทุกอย่างในกราฟ... แบ่งออกเป็นสามส่วนง่าย ๆ
... Intro ประมาณ 30 คำ เขียนว่าเป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร (ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟ)
... เนื้อหา เขียนเปรียบเทียบ และจุดเด่นจุดด้อย (ประมาณ 100 คำ)
... สรุป เน้นจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอีกครั้ง (ประมณ 30 คำ)

- ส่วนที่สอง... เขียนไอเดียคร่าว ๆ ไว้ก่อนว่าจะเขียนอะไรบ้าง (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) ถ้าต้องเปรียบเทียบเรื่องอะไร 2 เรื่อง พยายามให้ความสำคัญทั้งสองส่วนพอ ๆ กัน บอกทั้งข้อดีและข้อเสียของทั้งสองอย่าง
... intro ประมาณ 50 คำ เขียนกว้าง ๆ ว่าหัวข้อที่ได้สำคัญยังไง... เช่นตามหัวข้อตย. ก็เขียนว่าปัจจุบัน ระบบการเรียนทางไกลเริ่มใช้แพร่หลายในหลาย ๆ ประเทศ บลา ๆ ๆ ๆ
... ในส่วนเนื้อหา (ประมาณ 150 คำ) อาจแบ่งเป็นสองย่อหน้าอีกครั้ง... อาจเขียนได้เป็น ข้อดีของทั้งสองระบบ... กับข้อเสียของทั้งสองระบบ หรือ เขียนถึงระบบแรกหนึ่งย่อหน้า... ระบบที่สองในอีกย่อหน้า (แล้วแต่ความถนัด)
... ส่วนสรุป บอกตามความคิดเห็นของเราไปเลย ว่าคิดว่าระบบไหนดีกว่า เพราะอะไร... หรือไม่มีอะไรดีกว่ากัน เพราะอะไร (ต้องให้เหตุผลด้วยเสมอ)
- ฝึกเขียนทุกวัน (หรือบ่อยเท่าที่ทำได้) ส่วนกราฟ อาจท่องจำรูปแบบคร่าว ๆ ไปได้เลย
- ส่วนพาร์ทสอง ฝึกเขียนในหัวข้อต่าง ๆ กัน เพราะปัญหาของหลาย ๆ คน คือไม่รู้จะเขียนอะไรดี (เวลาฝึกอ่าน ลองเอาหัวข้อเหล่านั้นมาเขียนใความคิดตัวเองดูก็ได้)
- ต้องหาคนตรวจให้ (อันนี้สำคัญ... ยากที่จะทำเองได้) เมื่อมีคนแก้ให้ เอามาเขียนใหม่อีกครั้ง(อย่าขี้เกียจ) เพื่อให้สมองจำในแบบที่ถูกต้อง
- ถ้าไม่มั่นใจ อย่าพยายามใช้ศัพท์เฉพาะ (เพราะถ้ามันไปอยู่ผิดที่ ผิดวิธีใช้จะทำให้คะแนนลดลง)
- อย่าเขียนประโยคเดียวสั้น ๆ ทั้งเรื่อง ให้เขียนประโยคยาว ๆ โดยใช้ตัวเชื่อมต่าง ๆ ให้เป็น



งานนี้ขอกอบปี้ข้อมูลมานะคะเกรงว่าจะเข้าใจไม่ถูกต้องอย่างต้นฉบับขอขอบคุณอย่างสูง ในเรื่องข้อมูลทั้งหมดและคำแนะนำ ที่เจ้าของบลอกจะขอเก็บไว้เพื่อไปทำตาม จากhttp://www.aussiethai.com/educationview.php?tid=338 โดยบทความจากคุณSanoww และคุณดอสเพื่อการพัฒนาของเด็กไม่รู้เรื่อง

ไอเอลภาคสอง (การอ่าน)

Reading
- แบ่งออกเป็น 3 ส่วน รวมทั้งหมด 40 คำถาม ใช้เวลาประมาณ 60 นาที
- จะเริ่มจากง่ายไปยากเช่นเดียวกับ listening
- ทั้งสามเรื่องจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่เอามาจากบทความวิชาการ(ง่าย ๆ ), หนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร
- ในสามเรื่อง อาจมีเรื่องที่ใส่กราฟ หรือรูปภาพ ประกอบบทความ ในส่วนที่บทความใช้ศัพท์เฉพาะที่ยากมาก ๆ
- พาร์ทนี้ต้องทำไปตอบไป เพราะไม่มีเวลาเพิ่มให้เหมือน listeningเคล็ดลับในส่วนนี้
- เริ่มจากอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ (วันละหัวข้อก็ยังดี)
- ดูหนังปิดเสียง อ่านศัพท์เอาแทน (เพื่อเรียนรู้ศัพท์ให้มาก ๆ )
- อ่านบทความภาษาอังกฤษมาก ๆ (อ่านผ่าน ๆ แล้วจับใจความก็พอ)
- จดศัพท์ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เจอ (การรู้ศัพท์มาก ๆ จะช่วยได้มาก ในพาร์ทนี้)
- เวลาทำข้อสอบ อย่าพยายามอ่านให้เข้าใจทุกประโยค
- ให้เริ่มจากอ่านคำถามก่อน แล้ววงไว้ว่า ต้องหาอะไรให้เจอบ้าง จากนั้นจึงไปหาคำตอบในเนื้อเรื่อง (ไม่งั้นไม่มีทางอ่านทัน)

งานนี้ขอกอบปี้ข้อมูลมานะคะเกรงว่าจะเข้าใจไม่ถูกต้องอย่างต้นฉบับขอขอบคุณอย่างสูง ในเรื่องข้อมูลทั้งหมดและคำแนะนำ ที่เจ้าของบลอกจะขอเก็บไว้เพื่อไปทำตาม จากhttp://www.aussiethai.com/educationview.php?tid=338 โดยบทความจากคุณSanoww และคุณดอสเพื่อการพัฒนาของเด็กไม่รู้เรื่อง

ไอเอล(การฟัง)

บทความจากสมาชิก
มารู้จัก IELTS กันดีกว่า
IELTS เป็นอีกปัญหาของหลาย ๆ คนที่อยากมาเรียนต่อ
วันนี้มาทำความรู้จักกับมันกันดีกว่า (สำหรับคนที่รู้อยู่แล้ว ก็ช่วยเพิ่มเติมด้วยนะคับ)
ทั่วไป
-ไอเอลแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมง 45 นาที
-ไอเอลมีให้เลือกแบบ academic(สำหรับคนที่จะเรียนต่อ ทุกระดับการศึกษา) และ general(ง่ายกว่าส่วน reading และ writing... ใช้สำหรับสมัครงาน และขอวีซ่าบางประเภท)
-ข้อสอบไอเอลที่สอบในวันเดียวกันทั่วโลกเป็นชุดเดียวกัน (เพราะฉะนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าที่ไทยจะง่ายกว่า)
-ตัวแทนไอเอลที่ไทยมีแค่ IDP และ British เท่านั้น
-สำหรับ part writing and speaking ไม่มีคะแนนเป็น 0.5 (ไอเอลคะแนนเต็ม 9)
-คะแนนจะออกหลังจากการสอบสองอาทิตย์
-ตามกฎใหม่แล้ว สามารถสมัครสอบได้เลยไม่ต้องรอสามเดือน
มาทำความรู้จัก 4 Parts กัน

Listening


-ใช้เวลาฟังประมาณ 20 นาที เขียนลงกระดาษคำตอบอีก 10 นาที
-พาร์ทนี้แบ่งเป็น 4 พาร์ทย่อย รวม 40 ข้อ
-จะเริ่มจากง่ายไปหายาก
-พาร์ทแรกจะเป็นเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน หรือการติดต่อแบบง่าย ๆ
(ส่วนใหญ่เป็นจองทัวร์ไปเที่ยว, ย้ายบ้านใหม่, การนัดหมาย... เป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคนขึ้นไป... การตอบส่วนใหญ่จะเป็นชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์ ที่อยู่ หรือศัพท์พื้นฐานไม่ยาก... แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบเติมคำ)
-พาร์ทที่สอง จะเป็นคนเดียวพูด อาจเกี่ยวกับข่าว,เหตุการณ์ต่าง ๆ ,ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ
(ส่วนนี้อาจมีทั้งเติมคำและตัวเลือกผสมกัน)
-พาร์ทที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน ฝึกงาน ฯลฯ
(จะเป็นการสนทนาของบุคคลมากกว่าสองคน อาจมากถึงสี่คน)
เช่น พูดถึงการทำรายงาน,การหางานหลังเรียนจบ
-พาร์ทสุดท้าย ยังคงเป็นแนววิชาการ ส่วนใหญ่จะเป็นคนพูดคนเดียวเกี่ยวกับเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ยากนัก
(ส่วนใหญ่คำตอบเป็นตัวเลือก)

เคล็บลับในส่วนนี้
- ดูแลเรื่องตัวใหญ่ เวลาเป็นชื่อคน ชื่อเมือง
- ถ้าเทปสะกดให้ต้องถูกต้องตามนั้น (ถ้าพูดลอย ๆ สะกดผิดยังคงได้คะแนน ถ้าอ่านออกมาเป็นตามเทปพูด)
- วิธีฝึกคือฟังข่าว,ดูหนัง(ปิดซับ),ฟังเพลง ภาษาอังกฤษ แล้วเขียนตาม
- ฟังเสียงจากตัวอย่างข้อสอบเก่าบ่อย ๆ ให้ชิน โดยเฉพาะสองพาร์ทหลัง พยายามเก็บรายละเอียดให้ได้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร
- ระหว่างทำข้อสอบ... จำใจความอะไรได้ เขียนลงกระดาษคำถามไว้เรื่อย ๆ กันเหม่อลอย แล้วจะหลุดยาวไปเลย


งานนี้ขอกอบปี้ข้อมูลมานะคะเกรงว่าจะเข้าใจไม่ถูกต้องอย่างต้นฉบับ
ขอขอบคุณอย่างสูง ในเรื่องข้อมูลทั้งหมดและคำแนะนำ ที่เจ้าของบลอกจะขอเก็บไว้เพื่อไปทำตาม จาก
http://www.aussiethai.com/educationview.php?tid=338 โดยบทความจากคุณSanoww และคุณดอส
เพื่อการพัฒนาของเด็กไม่รู้เรื่อง

เวบออสสี่

เวบนี้เราเคยไปอ่านมาเมื่อนานมาแล้ว
ตอนที่เราอยากไปนอกใหม่ๆๆ
แล้วเราก้อเข้าไปอ่านเวบนี้มา
ให้ข้อมูลดีมาก
เอามาฝากไว้เผื่อครายสนจาย


http://www.aussiethai.com/home.php

มีเวบมาเพิ่มเติม

http://www.thaiwahclub.com/th/home.html

ข้อมูลการสมัครวาเวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์

โครงการ Work and Holiday Visas ไทย-ออสเตรเลีย
เป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทยเเละออสเตรเลียครับ ที่ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกันในการจัดทำโครงการตรวจลงตราการทำงานและท่องเที่ยวไทย – ออสเตรเลีย ภายใต้ข้อตกลง “Work and Holiday Visas” ข้อตกลงดังกล่าว
เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยอายุระหว่าง 18 – 30 ปี สามารถที่จะเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว
และสามารถทำงานได้เป็นการชั่วคราวในขณะอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เป็นระยะเวลา 1 ปีครับ
โดยในปี 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเพิ่มโควตา การเข้าร่วมโครงการ Work and Holiday Visas ไทย-ออสเตรเลีย
จากปีละ 200 คน เป็นปีละ 500 คน นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปทั้งนี้
เยาวชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1.มีสัญชาติไทย
2.อายุระหว่าง 18 – 30 ปี
3.สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้น
4.ต้องเดินทางคนเดียว (ไม่มีผู้ติดตาม)
5.มีหลักฐานทางการเงินเป็นบัญชีออมทรัพย์ (ของผู้สมัครเอง)จำนวน 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
6.มีความประพฤติและสุขภาพดี
7.มีประกันสุขภาพครอบคลุมตลอดระยะเวลาที่พำนักในออสเตรเลีย
หากเพื่อนคนไหนมีคุณสมบัติครบถ้วน เเละสนใจที่จะสมัคร ก็จะต้องเตรียมหลักฐาน
เพื่อขอ หนังสือรับรองคุณสมบัติจากสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.)
โดยเยาวชนจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อขอหนังสือรับรองจาก สท. จำนวน 11 รายการ ดังนี้
1.ปริญญาบัตร/ ใบรับรองการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีพร้อมสำเนา 1 ชุด
2.ใบรายงานผลการศึกษา (Transcript) พร้อมสำเนา 1 ชุด
3.หนังสือเดินทาง (พร้อมสำเนา)
4.ทะเบียนบ้าน (พร้อมสำเนา)
5.หลักฐานเกี่ยวกับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับใช้งานได้ดี
โดยแนบหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด คือ
1) ผลการสอบ IELTS ไม่ต่ำกว่า 4.5 มีอายุไม่เกิน 2 ปี
2) ใบรับรอง หรือประกาศนียบัตรที่แสดงว่าได้สำเร็จการศึกษา ที่มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จากสถาบันการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน

6.หลักฐานทางการเงินของผู้เดินทางไม่น้อยกว่า 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียเป็น Statement หรือใบรับรอง Statement บัญชีออมทรัพย์จากธนาคาร (ไม่ใช่สำเนาสมุดบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์)
7.บัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมสำเนา)
8.ใบสมัครที่กรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว
9.บันทึกข้อตกลงที่ผู้ปกครองลงนามเรียบร้อยแล้ว
10.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ปกครอง
11.สำเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครอง
***นำหลักฐานตัวจริงพร้อมสำเนาและรับรองสำเนาทุกฉบับ**
*วิธีการสมัคร
1. สมัครด้วยตนเอง โดยเตรียมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด มาแสดงในวันเปิดรับสมัคร
โดยแบ่งการรับสมัครเป็น 3 ช่วงช่วงที่ 1 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. ณ หอประชุม สท.
ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2552 ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. ณ หอประชุม สท.
ช่วงที่ 3 จะเปิดรับสมัครเมื่อการรับสมัครในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ยังไม่เต็มจำนวนโควตา (500 คน) ทั้งนี้ จักได้แจ้งกำหนดการให้ทราบในภายหลังหมายเหตุ หากมีเยาวชนสมัครครบเต็มจำนวนโควตา 500 คน ก่อนช่วงเวลาที่กำหนดจะปิดการรับสมัครทันที

2. การยื่นเอกสารและการสัมภาษณ์ เยาวชนที่ได้สมัครและยื่นเอกสารตามช่วงที่กำหนดในข้อ 1 จะต้องนำเอกสารทั้งฉบับจริงและสำเนามายื่นในวันสัมภาษณ์ตามกำหนดที่ได้นัดหมายไว้แล้วในวันที่มาสมัครด้วยตนเอง

3.ผู้สมัครกรุณาแต่งกายสุภาพ

4.เยาวชนที่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับหนังสือรับรองคุณสมบัติ จะได้รับหนังสือรับรองภายใน 1-2 วันทำการ กรณีที่ไม่สามารถมารับเอกสารด้วยตัวเองกรุณายื่นหลักฐานเพื่อขอรับหนังสือรับรองได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจ พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนเอง (รับรองสำเนา) และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แทน (รับรองสำเนา)
ที่มา http://www.opp.go.th/fileupload/news/fileup/WHV%20-%20Australia%20%2052_1246601314_1246614815.doc

ขอบคุณข้อมูล ทั้งหมด จากกระทู้http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2009/07/H8046318/H8046318.html

โดยคุณ artchwat